ยากำจัดวัชพืชสำหรับสวน และ พื้นที่เกษตร ควรเลือกแบบเผาไหม้ หรือ ดูดซึม

ยากำจัดวัชพืชสำหรับสวน และ พื้นที่เกษตร ควรเลือกแบบเผาไหม้ หรือ ดูดซึม

แนะนำวิธีเลือกใช้ ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ หรือ ดูดซึม ให้เหมาะสมกับสวน และ พื้นที่เกษตร

การจัดการวัชพืชเป็นหนึ่งในงานสำคัญของการดูแลสวน พื้นที่เกษตร และ แปลงเพาะปลูก เพราะวัชพืชสามารถแย่งน้ำ แร่ธาตุ แสงแดด และ พื้นที่จากพืชหลัก ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และ ผลผลิต หากปล่อยให้วัชพืชเพิ่มจำนวนมากขึ้น อาจทำให้ต้องใช้แรงงาน และ ต้นทุนในการกำจัดสูงขึ้นตามไปด้วยหนึ่งในวิธีที่เกษตรกร และ ผู้ดูแลพื้นที่นิยมใช้คือ ยากำจัดวัชพืช ซึ่งมีหลายกลไกการออกฤทธิ์ โดยหากแบ่งตามลักษณะการทำลายที่เข้าใจง่าย สามารถมองได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ สารกำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้หรือสัมผัส (Contact Herbicide) และ สารกำจัดวัชพืชแบบดูดซึม (Systemic Herbicide) ดังนั้นบทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ หรือ สัมผัสกับแบบดูดซึม พร้อมแนวทางเลือกให้เหมาะกับสวน และ พื้นที่เกษตร


เจาะลึกยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้

เจาะลึกยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้

ยากำจัดวัชพืชประเภทเผาไหม้ นั้นจะทำลายเฉพาะเนื้อพืชส่วนที่สัมผัสกับสารเคมีโดยตรง โดยจะเข้าไปทำลายผนังเซลล์ หรือ ยับยั้งกระบวนการสังเคราะห์แสงในบริเวณที่โดนน้ำยา ส่งผลให้ใบพืชเกิดอาการเฉา แห้ง ไหม้ และ เหี่ยวเฉาตายอย่างรวดเร็ว

จุดเด่นของยาแบบเผาไหม้

  • เห็นผลไวจับใจ: เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเคลียร์พื้นที่อย่างเร่งด่วน โดยปกติใบวัชพืชจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้ม/บรอนซ์ และ แห้งเหี่ยวภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 วัน
  • ปลอดภัยต่อโครงสร้างรากของพืชประธาน: เนื่องจากยาไม่ซึมลงระบบราก หากฉีดพ่นบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ หรือ ไม้ยืนต้น แล้วน้ำยาไม่กระเด็นโดนใบของพืชหลัก พืชหลักก็จะไม่ได้รับอันตราย
  • ทนทานต่อฝนได้ดีกว่า: สารเคมีซึมเข้าสู่ผิวใบ และ ทำลายเซลล์อย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องการระยะเวลาปลอดฝนหลังฉีดพ่นน้อยกว่า

ข้อจำกัด

  • ไม่ถอนรากถอนโคน: เนื่องจากยาไม่ลงไปทำลายระบบรากใต้ดิน หากนำไปใช้กับวัชพืชข้ามปีที่มีหัวหรือ รากลึก (เช่น หญ้าคา, หญ้าแพรก) วัชพืชจะสามารถแตกยอดใหม่ขึ้นมาได้อีกในเวลาอันสั้น
  • ต้องฉีดพ่นให้ทั่วถึง: บริเวณไหนที่ไม่โดนละอองยา บริเวณนั้นจะไม่เหี่ยวแห้ง


เจาะลึกยากำจัดวัชพืชประเภทดูดซึม

ยากำจัดวัชพืชประเภทดูดซึม เมื่อฉีดพ่นลงบนใบ หรือ ลำต้น ละอองยาจะถูกซึมผ่านปากใบ และ ท่อลำเลียงอาหาร จากนั้นจะกระจายไปทั่วทุกส่วนของต้นพืช ตั้งแต่ปลายใบลงไปจนถึงปลายราก สารพิษจะเข้าไปยับยั้งการสร้างกรดอะมิโนหรือการเจริญเติบโต ทำให้พืชค่อยๆ คลอโรฟิลล์สลายตัว เหลือง และ ตายไปในที่สุดทั้งต้น และ ราก

จุดเด่นของยากำจัดวัชพืชแบบดูดซึม

  • ตายถึงรากถอนโคน: สามารถกำจัดวัชพืชปราบยากที่มีระบบรากลึก มีหัว หรือ มีไหลใต้ดินได้อย่างเด็ดขาด ไม่ร่วงแค่ใบแต่ตายไปถึงระบบราก
  • ไม่ต้องฉีดพ่นจนเปียกโชก: เพียงแค่ละอองยาเกาะโดนใบพืชส่วนหนึ่ง ยาจะถูกลำเลียงกระจายไปทั่วทั้งต้นเอง
  • คุมการงอกใหม่ได้นานกว่า: เนื่องจากต้นแม่ และ ระบบรากตายทั้งหมด ทำให้ระยะเวลาการกลับมางอกใหม่ของวัชพืชยาวนานกว่าแบบเผาไหม้

ข้อจำกัด

  • เห็นผลช้า: เกษตรกรต้องรอคอยประมาณ 714 วัน จึงจะเห็นผลชัดเจน อาจไม่ทันใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้งานพื้นที่ทันที
  • ความเสี่ยงต่อพืชประธานสูง: หากละอองยาปลิว ไปโดนใบของพืชผลไม้ หรือ พืชที่เราปลูก ยาจะดูดซึมเข้าสู่พืชหลัก และ ทำให้พืชหลักยืนต้นตายได้เช่นกัน
  • ชะล้างง่ายหากฝนตก: ต้องใช้เวลาให้พืชดูดซึมสารเคมี หากมีฝนตกภายใน 46 ชั่วโมงหลังพ่น ประสิทธิภาพจะลดลงอย่างมาก


วิธีเลือกยากำจัดวัชพืชให้เหมาะกับพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วิธีการเลือกยากำจัดวัชพืชให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ คุ้มค่า ให้พิจารณาจากบริบทของพื้นที่และ ประเภทวัชพืชเป็นหลักดังนี้:

  1. เลือกใช้ยากำจัดวัชพืช "แบบเผาไหม้" เมื่อ:
    • ต้องการเตรียมแปลงปลูกแบบเร่งด่วน: ต้องการกำจัดหญ้าบนหน้าดินเพื่อไถแปร หรือ ปลูกพืชรอบใหม่ทันที
    • ฉีดกำจัดวัชพืชใต้ร่มเงาพืชประธาน: เช่น สวนส้ม, สวนทุเรียน, สวนยางพารา ที่ไม้ยืนต้นโตแล้ว และต้องการฉีดพ่นหญ้าบริเวณโคนต้นโดยไม่เสี่ยงกระทบระบบรากของไม้ยืนต้น
    • วัชพืชส่วนใหญ่เป็นวัชพืชฤดูเดียว: เช่น หญ้ายาง, ผักเสี้ยนผี, หญ้าตีนนก ที่มีขนาดเล็ก และ รากไม่ลึก

  2. เลือกใช้ยากำจัดวัชพืช "แบบดูดซึม" เมื่อ:
    • พื้นที่เต็มไปด้วยวัชพืชปราบยาก: เช่น หญ้าคา, หญ้าชันอากาศ, หญ้าแพรก, โสน, หรือ พุ่มไม้เล็กที่มีหัวและ รากลึก
    • เคลียร์พื้นที่ร้าง: พื้นที่ที่ปล่อยทิ้งไว้นาน และ ต้องการกำจัดวัชพืชให้ราบพนาสูญก่อนเริ่มทำเกษตร
    • ร่องแปลงพืชไร่ที่ต้นโตเต็มที่: เช่น ร่องอ้อย หรือ ร่องรวงมันสำปะหลัง (โดยต้องใช้ฝาครอบหัวฉีดเพื่อป้องกันละอองยาโดนพืชหลัก)

จะเห็นว่าไม่มีคำตอบว่าแบบใด ดีที่สุด สำหรับทุกสถานการณ์ การเลือกใช้ควรพิจารณา ชนิดวัชพืช ระยะการเจริญเติบโต พืชหลัก สภาพพื้นที่ สภาพอากาศ และ คำแนะนำบนฉลาก เป็นหลัก สำหรับสวนและ พื้นที่เกษตร การจัดการที่ดีไม่ควรพึ่งพายากำจัดวัชพืชเพียงอย่างเดียว แต่ควรใช้แนวทางผสมผสาน เช่น การคลุมดิน การถอน การตัด การจัดการแปลง และ การเลือกใช้สารอย่างเหมาะสม ที่สำคัญที่สุดคือ การใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง และ ใช้ตามฉลากอย่างเคร่งครัดนั่นเอง ดังนั้นหากสนใจใช้ยากำจัดวัชพืชที่มีมาตรฐาน เราขอแนะนำ บริษัท เคมแฟค จำกัด ซึ่งมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และ ยากำจัดวัชพืช อาทิ ยาป้องกัน หรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆในพืช เช่น ราแป้ง ราน้ำค้าง ทุเรียนใบไหม้ โรคแคงเกอร์ อีกทั้งยังมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเพลี้ย ยาฆ่าหนอนกระทู้ข้าวโพด ยาคุมหญ้าในนาข้าว ยาฆ่าหญ้า และ ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว ที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 รายแรกของไทย จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เคมีของเราสามารถป้องกันกำจัดแมลง โรคพืช วัชพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถาม
บริษัท เคมแฟค จำกัด
990 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 2
ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร. 02-709-2597-8 แฟกซ์: 02-709-6784

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้