วิธีการดูแลนาข้าวให้ได้ผลผลิตสูง

วิธีการดูแลนาข้าวให้ได้ผลผลิตสูง

แนะนำ 4 เคล็ดลับในการช่วยดูแลนาข้าวให้ได้ผลผลิตสูงขึ้น

ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ไม่เพียงแต่เป็นอาหารหลักของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้ให้กับเกษตรกร และ ประเทศอย่างมหาศาล แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเกษตรจะพัฒนาไปมาก แต่การปลูกข้าวให้ได้ผลผลิตสูง และ มีคุณภาพยังคงต้องอาศัยการวางแผน และ การดูแลอย่างถูกวิธีในทุกขั้นตอน ดังนั้นบทความนี้จะรวบรวมแนวทางการดูแลนาข้าวอย่างครบถ้วน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และ สร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

แนะนำ 4 วิธีการดูแลนาข้าวที่สำคัญในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้แก่ชาวนา

  1. การเตรียมปัจจัยพื้นฐาน: ดินดี น้ำพร้อม เมล็ดพันธุ์เด่น
    ความสำเร็จของการทำนาให้ได้ผลผลิตสูง ไม่ได้เริ่มต้นที่การใส่ปุ๋ยตอนข้าวโต แต่เริ่มตั้งแต่วินาทีแรกก่อนที่เมล็ดพันธุ์จะสัมผัสผืนดิน ปัจจัยพื้นฐาน 3 ประการ ได้แก่ ดิน น้ำ และ เมล็ดพันธุ์ คือฐานรากชีวิตของต้นข้าวหากฐานรากไม่มั่นคง ต้นข้าวก็ไม่สามารถเติบโตให้รวงที่สมบูรณ์ได้

    1.  การวิเคราะห์ และ ปรับปรุงบำรุงดิน
      ดิน คือ แหล่งอาหารหลักของต้นข้าว การทำนาต่อเนื่องกันหลายปีโดยไม่มีการพักดินหรือ ปรับปรุงดิน จะทำให้ดินเสื่อมโทรม เกิดภาวะ "ดินดาน" และ ธาตุอาหารสูญหาย

    2. การคัดเลือก และ เตรียมเมล็ดพันธุ์บริสุทธิ์
      การใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้เองหลาย ๆ รุ่น มักเกิดปัญหา "ข้าวดีด ข้าวเด้ง" และ พันธุ์ปน ทำให้ผลผลิตต่ำและ โรงสีหักราคารับซื้อได้

  2. การบริหารจัดการธาตุอาหารตามช่วงเวลา
    การใส่ปุ๋ยตามความสะดวกของเกษตรกรโดยไม่ดูระยะการเติบโตของข้าว มักจบลงด้วยการที่ "ข้าวบ้าใบ แต่ไม่บ้าออกรวง" หรือ ต้นข้าวอ่อนแอต่อโรค และ แมลง การให้ปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพสูงสุดต้องยึดหลัก "ถูกสูตร ถูกอัตรา ถูกเวลา และ ถูกวิธี"

    1. การใส่ปุ๋ยรอบแรก: สร้างโครงสร้างลำต้น
      ในช่วงแรกของการเติบโต ต้นข้าวต้องการธาตุไนโตรเจน (N) และ ฟอสฟอรัส (P) สูงเพื่อสร้างใบ และราก หากเป็นนาปรังที่ดินมีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรใช้สูตรที่มีฟอสฟอรัสร่วมด้วย เช่น 16-20-0 แต่หากเป็นนาดินเหนียวที่มีฟอสฟอรัสสะสมอยู่แล้ว สามารถใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ผสมกับปุ๋ยอินทรีย์เพื่อค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหาร

    2. การใส่ปุ๋ยรอบสอง: เพิ่มจำนวนรวงต่อกอ
      การใส่ปุ๋ยในช่วงนี้เป็นการกำหนดว่าในหนึ่งกอจะมีจำนวนต้นที่สามารถออกรวงได้มากน้อยเพียงใด หากใส่ช้าเกินไป ข้าวมอดแตกกอแล้ว ปุ๋ยจะไปบำรุงใบทำให้นาเขียวจัดแต่ไม่มีรวง ส่งผลให้เอื้อต่อการเข้าทำลายของแมลง

    3. การใส่ปุ๋ยรอบสาม: ปุ๋ยรับรวง หรือ ปุ๋ยรับท้อง
      นี่คือช่วงสำคัญที่สุดในการเพิ่มน้ำหนักเมล็ดข้าว เกษตรกรควรสังเกตเมื่อแกะลำต้นต้นข้าวออกมาแล้วพบ "จุดกำเนิดรวง" (ยุงแก้ว) ขนาดประมาณ 12 มิลลิเมตร ให้ทำการใส่ปุ๋ยยูเรียผสมกับโพแทสเซียม (0-0-60) ธาตุโพแทสเซียม (K) จะทำหน้าที่เคลื่อนย้ายน้ำตาล และ แป้งจากใบไปสะสมที่เมล็ด ทำให้เมล็ดข้าวมีความแกร่ง น้ำหนักดี เมล็ดไม่หักง่ายเวลาสีเป็นข้าวสาร

  3. การบริหารจัดการศัตรูพืช และ โรคข้าวแบบบูรณาการ
    การพึ่งพาสารเคมีกำจัดแมลงเพียงอย่างเดียวเมื่อเกิดการระบาด มักนำไปสู่ปัญหาแมลงดื้อยา และทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติ (ตัวห้ำ ตัวเบียน) การดูแลนาข้าวให้ได้ผลผลิตสูงจำเป็นต้องใช้วิธีป้องกันและ ควบคุมอย่างเป็นระบบ

    1. ารจัดการวัชพืช
      วัชพืชคือผู้แย่งชิงธาตุอาหาร แสงแดด และ น้ำจากต้นข้าว การจัดการวัชพืชที่มีประสิทธิภาพที่สุดคือ "การควบคุมน้ำ" ร่วมกับการใช้สารคุม-ฆ่าวัชพืชตามเวลาที่เหมาะสม

    2. โรคข้าวที่สำคัญ และ การป้องกัน
      • โรคไหม้ (Rice Blast): เกิดจากเชื้อรา มักระบาดในสภาพอากาศชื้น ฝนตกพรำ หรือ มีการใส่ปุ๋ยยูเรียสูง ใบข้าวจะมีแผลคล้ายรูปตา สีน้ำตาลตรงกลางสีเทา การป้องกันคือการใช้ ไตรโคเดอร์มา ฉีดพ่นเป็นระยะ และ หลีกเลี่ยงการหว่านข้าวหนาแน่นเกินไป
      • โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight): เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักพบในหน้าฝน ลมพัดแรงทำให้ใบข้าวเสียดสีกันจนเกิดแผล แบคทีเรียจะเข้าซ้ำเติมทำให้ใบแห้งจากปลายใบลงมา การรักษาทำได้โดยการใช้สารกลุ่มคอปเปอร์ หรือ สาร
        ปฏิชีวนะสำหรับพืช และ ลดปริมาณปุ๋ยตัวหน้า (N) ลงทันที

    3. แมลงศัตรูข้าว และ การรักษาสมดุลธรรมชาติ
      • เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล (Brown Planthopper): เป็นแมลงที่ทำลายนาข้าวได้รวดเร็วที่สุด โดยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่โคนต้นข้าว ทำให้ต้นข้าวแห้งไหม้เป็นวงกว้าง การป้องกันที่ดีที่สุด คือการทำระบบน้ำเปียกสลับแห้ง เพราะเพลี้ยกระโดดชอบสภาพนาที่ชื้น แฉะ และ ทึบอับ หากจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรเลือกสารที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง และ ไม่ทำลายแมงมุม หรือ มวนเขียวดูดไข่ ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติของเพลี้ย
      • หนอนห่อใบข้าว (Rice Leaf Folder): สังเกตจากใบข้าวที่ถูกแทะจนเป็นทางสีขาว และ ใบม้วนเข้าหากัน หากพบในระยะข้าวแตกกอ ต้นข้าวยังสามารถสร้างใบใหม่ขึ้นมาทดแทนได้ ไม่จำเป็นต้องฉีดพ่นสารเคมีรุนแรง เพราะจะไปทำลายแมลงตัวดีในนาข้าว

  4. การจัดการน้ำ
    น้ำคือปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการทำนา แต่ความเชื่อเดิม ๆ ที่ว่า "ต้องขังน้ำให้เต็มนาตลอดเวลา" เป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และ ส่งผลเสียต่อระบบรากของต้นข้าว รวมถึงกระตุ้นการปลดปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกด้วย

    1. กลไกของระบบเปียกสลับแห้ง
      การจัดการน้ำแบบ "เปียกสลับแห้ง แกล้งข้าว" เป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มผลผลิตและ ลดต้นทุนค่าน้ำมันสูบน้ำได้กว่า 2030% โดยมีหลักการทำงานร่วมกับ "ท่อดูน้ำ" (ท่อ PVC เจาะรู) เพื่อดูระดับน้ำใต้ดิน ดังนี้
      • ช่วงข้าวน้อย (020 วันหลังหว่าน): รักษาความชื้นของดินให้พอดี ไม่ควรขังน้ำลึก เพื่อให้เมล็ดข้าวเจริญเติบโต และ หยั่งรากลงดินได้ดี เมื่อข้าวตั้งตัวได้จึงเริ่มให้น้ำสูง 35 เซนติเมตรเพื่อคุมวัชพืช

      • ช่วงแตกกอ (2045 วันหลังหว่าน): เริ่มกระบวนการแกล้งข้าว โดยปล่อยให้น้ำแห้งลงไปตามธรรมชาติจนกระทั่งระดับน้ำใต้ผิวดินลดลงไปอยู่ที่ 15 เซนติเมตร (สังเกตจากท่อ PVC ที่ฝังไว้ หรือ เมื่อดินเริ่มแตกระแหงเล็กน้อย)

      • กระตุ้นราก และ น้ำย่อย: การที่ดินแห้งชั่วคราวจะทำให้มีอากาศ (ออกซิเจน) ไหลลงสู่ชั้นราก กระตุ้นให้รากข้าวแตกแขนงยาวขึ้นเพื่อชอนไชหาน้ำ ส่งผลให้ลำต้นแข็งแรง ไม่ล้มง่าย และ เมื่อเราสูบน้ำกลับเข้ามาใหม่ ต้นข้าวจะดูดซับธาตุอาหารได้อย่างรวดเร็ว และ แตกกอได้อย่างระเบิดระเบ้อ

 

จะเห็นว่าการดูแลนาข้าวให้ได้ผลผลิตสูงจำเป็นต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การเลือกพันธุ์ข้าว การเตรียมดิน การจัดการน้ำ การใส่ปุ๋ย การควบคุมวัชพืช โรค และ แมลง ไปจนถึงการเก็บเกี่ยว และ การเก็บรักษาผลผลิตหลังเก็บเกี่ยว โดยเมื่อเกษตรกรให้ความสำคัญกับทุกขั้นตอนอย่างถูกต้อง และ เหมาะสม จะสามารถเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ลดต้นทุนการผลิต และ ยกระดับคุณภาพข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้มากขึ้น

ดังนั้นหากสนใจผลิตภัณฑ์ที่จะช่วยปกป้องข้าวเราขอแนะนำ บริษัท เคมแฟค จำกัด ซึ่งมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และ ยากำจัดวัชพืช อาทิ ยาป้องกัน หรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆในพืช เช่น ทุเรียนใบไหม้ โรคแคงเกอร์ อีกทั้งยังมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเพลี้ย ยาฆ่าหนอนกระทู้ข้าวโพด ยาคุมหญ้าในนาข้าว ยาฆ่าหญ้า และ ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว ที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 รายแรกของไทย จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เคมีของเราสามารถป้องกันกำจัดแมลง โรคพืช วัชพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน


ติดต่อสอบถาม
บริษัท เคมแฟค จำกัด
990 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 2
ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร. 02-709-2597-8 แฟกซ์: 02-709-6784

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้