ข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทยมาอย่างยาวนาน และ ยังเป็นอาหารหลักของคนไทยมาหลายชั่วอายุคน ประเทศไทยได้รับการยอมรับในระดับโลกว่าเป็นหนึ่งในผู้ผลิต และ ส่งออกข้าวคุณภาพสูง โดยเฉพาะข้าวหอมมะลิที่มีชื่อเสียงโด่งดังในหลายประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม หลายๆคนอาจยังไม่ทราบว่าประเทศไทยมี สายพันธุ์ข้าว จำนวนมากที่ถูกพัฒนา และ ปลูกในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยแต่ละสายพันธุ์มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านรสชาติ กลิ่นหอม ความนุ่ม คุณค่าทางโภชนาการ อายุการเก็บเกี่ยว และ ความเหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศ ดังนั้นบทความนี้จะพาไปรู้จักสายพันธุ์ข้าวไทยประเภทต่าง ๆ พร้อมแนะนำพันธุ์ข้าวยอดนิยมที่ควรรู้จัก ทั้งสำหรับผู้ปลูก ผู้ค้า และ ผู้บริโภคกัน
หากจะตอบคำถามว่าสายพันธุ์ข้าวไทยมีกี่ชนิด เราต้องแยกแยะระหว่าง "จำแนกตามประวัติศาสตร์และ พันธุกรรมพื้นเมือง" กับ "จำแนกตามการรับรองพันธุ์เพื่อการค้าในปัจจุบัน" จากข้อมูลของศูนย์ปฏิบัติการวิจัย และ เรือนปลูกพืชทดลอง รวมถึงกรมการข้าวระบุว่า ประเทศไทยเคยมีการรวบรวม และบันทึกสายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ทั้งที่ปลูกบนพื้นราบ ในนาทุ่ง และ บนภูเขา (ข้าวไร่) ไว้มากกว่า 20,000 สายพันธุ์ ทว่าหลายๆ สายพันธุ์ได้สูญหายไปตามกาลเวลา และ การเปลี่ยนแปลงของระบบเกษตรกรรม แต่อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน กรมการข้าวของประเทศไทยได้มีการรวบรวม อนุรักษ์ และ ประกาศรับรองพันธุ์ข้าวอย่างเป็นทางการเพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกในเชิงพาณิชย์ และ การบริโภคแล้วมากกว่า 150 สายพันธุ์ ซึ่งแต่ละสายพันธุ์จะถูกคัดเลือก และ ปรับปรุงพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ สภาพภูมิอากาศ และ ความทนทานต่อโรคพืชในแต่ละท้องถิ่นแล้ว
ต่อไปนี้คือการรวบรวมสายพันธุ์ข้าวไทยที่เป็น "เพชรน้ำเอก" ของประเทศ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างสูงทั้งในแง่การบริโภคภายในประเทศ และ การสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก โดยแบ่งตามกลุ่มประเภทเพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ดังนี้
กลุ่มข้าวหอมพรีเมียม
ในหมวดนี้คือข้าวที่ได้สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นยอดครัวของโลก ด้วยจุดเด่นด้าน "กลิ่นหอมธรรมชาติ" ที่คล้ายใบเตย และ เนื้อสัมผัสที่นุ่มนวล
1.1. ข้าวหอมมะลิ 105 (ขาวดอกมะลิ 105)
1.2. ข้าวหอม กข 15 (กข15)
กลุ่มข้าวเจ้านุ่มเพื่อการค้า และ การส่งออก
ข้าวกลุ่มนี้ได้รับการพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ตลาดผู้บริโภคสมัยใหม่ที่ชอบข้าวเนื้อนุ่ม ราคาเข้าถึงง่าย และ สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี (นาปรัง) เพื่อแข่งขันกับข้าวเวียดนาม และ กัมพูชา
2.1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ กข43 (RD43)
2.2. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ กข79 และ กข87
กลุ่มข้าวเจ้าแข็งสำหรับอุตสาหกรรม
แม้ผู้บริโภคชาวไทยส่วนใหญ่จะนิยมรับประทานข้าวที่มีเนื้อสัมผัสนุ่ม หุงขึ้นหม้อ และมีกลิ่นหอม แต่ในมุมของอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร "ข้าวแข็ง" หรือข้าวที่มีปริมาณ อมิโลส (Amylose) สูง กลับเป็นวัตถุดิบหลักที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสามารถคงรูปได้ดี ไม่แฉะหรือเละง่ายเมื่อผ่านกระบวนการผลิต ความสามารถในการทนต่อความร้อน การนึ่ง การอบ การทอด และการแช่แข็ง ทำให้ข้าวประเภทนี้เป็นวัตถุดิบที่เหมาะสำหรับการผลิตอาหารแปรรูปหลากหลายชนิด จึงนับได้ว่าเป็น "พระเอกตัวจริง" ที่อยู่เบื้องหลังอุตสาหกรรมอาหารหลายประเภท แม้ผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้รับประทานโดยตรงในชีวิตประจำวันก็ตาม
3.1. ข้าวเจ้าสายพันธุ์ เสาไห้ (และกลุ่ม กข ต่างๆ เช่น กข41, ข้าวพิษณุโลก)
กลุ่มข้าวเพื่อสุขภาพ และ ข้าวโภชนาการสูง
กลุ่มข้าวที่ไม่ได้ผ่านการขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล หรือข้าวแดง ยังคงมีชั้นรำข้าวและจมูกข้าวอยู่ครบ ซึ่งเป็นแหล่งสะสมของวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และสารพฤกษเคมี (Phytochemicals) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย จึงได้รับความนิยมในฐานะอาหารเพื่อสุขภาพ และถูกมองว่าเป็น "แหล่งของสารอาหารและสารออกฤทธิ์จากธรรมชาติ" ที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ แม้จะไม่ใช่ "ยารักษาโรค" โดยตรง แต่มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่าสารเหล่านี้อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเรื้อรังหลายชนิดเมื่อรับประทานเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่สมดุล
สีสันที่โดดเด่นของข้าวแต่ละสายพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นสีม่วง สีแดง หรือสีดำ เกิดจากสารพฤกษเคมีตามธรรมชาติที่สะสมอยู่บริเวณชั้นรำข้าว เช่น แอนโทไซยานิน (Anthocyanins) โปรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidins) และสารประกอบฟีนอลิก (Phenolic Compounds) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีบทบาทในการช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ข้าวไม่ขัดสีได้รับความสนใจในด้านโภชนาการและอาหารเชิงสุขภาพ
4.1. ข้าวไรซ์เบอร์รี่
4.2. ข้าวสังข์หยดพัทลุง
กลุ่มข้าวเหนียวยอดนิยม
ข้าวเหนียว คืออาหารหลักของพี่น้องภาคอีสาน และ ภาคเหนือ และ ยังเป็นหัวใจสำคัญของขนมหวานไทยรสเลิศอีกด้วย
5.1. ข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 (RD6)
5.2. ข้าวเหนียวเขี้ยวงู
สายพันธุ์ข้าวไทยมีกี่ชนิด? คำตอบอาจเป็นตัวเลขหลักร้อยในแล็บทดลอง หรือ หลักหมื่นในหน้าประวัติศาสตร์ แต่สิ่งสำคัญที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเลข คือ "ศักยภาพและความหลากหลายอันไม่มีที่สิ้นสุด" ของข้าวไทย ตั้งแต่ความนุ่มหอมดั่งดอกไม้ของข้าวหอมมะลิ 105 ความร่วนขึ้นหม้อสู้ซอสของข้าวเสาไห้ ความเหนียวนุ่มละมุนของข้าวเหนียวกข6 ไปจนถึงสารต้านอนุมูลอิสระสีม่วงเข้มในข้าวไรซ์เบอร์รี่ ทุกเมล็ดข้าวคือผลึกแห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ผสมผสานกับความอุดมสมบูรณ์ของผืนแผ่นดิน "ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว" อย่างแท้จริง ดังนั้นหากต้องการผลิตภัณฑ์ที่ช่วยดูแลนาข้าวของคุณเราขอแนะนำ บริษัท เคมแฟค จำกัด ซึ่งมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และ ยากำจัดวัชพืช อาทิ ยาป้องกัน หรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆในพืช เช่น ทุเรียนใบไหม้ โรคแคงเกอร์ อีกทั้งยังมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเพลี้ย ยาฆ่าหนอนกระทู้ข้าวโพด ยาคุมหญ้าในนาข้าว ยาฆ่าหญ้า และ ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว ที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 รายแรกของไทย จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เคมีของเราสามารถป้องกันกำจัดแมลง โรคพืช วัชพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน
ติดต่อสอบถาม
บริษัท เคมแฟค จำกัด
990 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 2
ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร. 02-709-2597-8 แฟกซ์: 02-709-6784