เชื้อไฟทอปธอราในทุเรียนคืออะไร?

เชื้อไฟทอปธอราในทุเรียนคืออะไร?

เข้าใจเชื้อไฟทอปธอราในทุเรียนเพื่อให้สามารถป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทุเรียนเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศไทย ทั้งในตลาดภายในประเทศ และ การส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดในเอเชียที่มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การปลูกทุเรียนให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเกษตรกรต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งสภาพอากาศ แมลงศัตรูพืช และ โรคระบาดในทุเรียนที่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรง โดยหนึ่งในโรคที่สร้างความเสียหายมากที่สุดคือ โรคที่เกิดจากเชื้อไฟทอปธอรา (Phytophthora) ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นสาเหตุสำคัญของโรครากเน่า โคนเน่า ลำต้นเน่า และ ผลเน่าในทุเรียน หากไม่ได้รับการป้องกัน และ จัดการอย่างถูกต้อง เชื้อชนิดนี้สามารถแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้นทุเรียนทรุดโทรม ผลผลิตลดลง หรือ แม้กระทั่งต้นตายในที่สุด ดังนั้นบทความนี้จะอธิบายว่าเชื้อไฟทอปธอราในทุเรียนคืออะไร เกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร รวมถึงแนวทางป้องกัน และจัดการโรคตามหลักวิชาการ เพื่อให้เกษตรกรสามารถดูแลสวนทุเรียนได้อย่างเหมาะสม และ ยั่งยืน

เชื้อไฟทอปธอราคืออะไร?

เพื่อที่จะเอาชนะศัตรูตัวฉกาจนี้ได้ เราต้องทำความรู้จักธรรมชาติของมันอย่างลึกซึ้งเสียก่อน ในทางการแพทย์ เชื้อสาเหตุหลักของโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Phytophthora palmivora มันไม่ใช่ "เชื้อรา" ที่แท้จริง โดยความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ของเกษตรกรส่วนใหญ่ คือการคิดว่าไฟทอปธอราเป็น "เชื้อรา" แต่ในทางอนุกรมวิธานสมัยใหม่ ไฟทอปธอราถูกจัดอยู่ในอาณาจักรโครมิสตา และ อยู่ในกลุ่ม Oomycetes

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างไฟทอปธอรากับเชื้อราแท้ มีดังนี้

  • ผนังเซลล์: เชื้อราแท้มีผนังเซลล์เป็นสารไคติน แต่ไฟทอปธอรามีผนังเซลล์เป็นเซลลูโลส และ กลูแคน เหมือนพืช
  • การเคลื่อนที่: ไฟทอปธอรามีระยะที่สามารถ "ว่ายน้ำ" ได้ ซึ่งเชื้อราทั่วไปทำไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ยาฆ่าเชื้อราทั่วไป บางชนิดที่ใช้ได้ผลดีกับเชื้อราแท้ จึงไม่สามารถทำอันตราย หรือ ยับยั้งเชื้อไฟทอปธอราได้เลย นี่คือเหตุผลว่าทำไมชาวสวนที่ใช้ยาไม่ถูกประเภทจึงไม่สามารถรักษาโรคนี้ได้สำเร็จ

วงจรชีวิต และ สปอร์ 3 รูปแบบของไฟทอปธอรา

เชื้อ Phytophthora palmivora มีความสามารถในการปรับตัว และ ทนทานสูงมากผ่านการสร้างสปอร์ ที่มีบทบาทแตกต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่

  1. Chlamydospore (สปอร์ระยะพักตัว): เป็นสปอร์ที่มีผนังหนามาก ทนทานต่อความแห้งแล้ง และ ความร้อนสูง สามารถฝังตัวอยู่ในดินได้นานเป็นปีๆ แม้ไม่มีต้นทุเรียนให้เกาะกิน เมื่อสภาพแวดล้อมกลับมาเหมาะสม (มีความชื้น และ อุณหภูมิพอเหมาะ) มันจะงอกออกมาระบาดใหม่
  2. Sporangium (ถุงสปอร์): เมื่อมีความชื้นสูง สปอร์ระยะพักจะงอกสร้างถุงสปอร์ขึ้นมา ถุงสปอร์นี้สามารถปลิวไปกับลม หรือ กระเซ็นไปกับน้ำฝนเพื่อขยายพันธุ์
  3. Zoospore (สปอร์ว่ายน้ำได้): นี่คือทีเด็ดของไฟทอปธอรา เมื่อถุงสปอร์เจอน้ำ หรือ สภาพน้ำขัง มันจะปลดปล่อย Zoospore ซึ่งมีหาง (Flagella) 2 เส้น สามารถว่ายน้ำเคลื่อนที่ไปตามน้ำในดินเพื่อวิ่งเข้าหาสารหล่อเลี้ยงของรากทุเรียนได้อย่างแม่นยำ

อาการของโรคไฟทอปธอราในส่วนต่างๆ ของทุเรียน

เชื้อไฟทอปธอราไม่ได้โจมตีแค่ราก หรือ โคนต้นเท่านั้น แต่หากสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวย มันสามารถสร้างความเสียหายได้ตั้งแต่ใต้ดินไปจนถึงยอดไม้ โดยมีลักษณะอาการดังนี้

1. อาการที่ราก

เป็นจุดเริ่มต้นของความเสียหายที่มองเห็นได้ยากที่สุด รากฝอย และ รากแขนงจะมีลักษณะเน่า เปื่อย เปลือกรากล่อนหลุดออกง่ายเมื่อดึง หากลอกดูเนื้อไม้ภายในจะพบว่าเป็นสีน้ำตาลดำ แทนที่จะเป็นสีขาวนวลตามปกติ ส่งผลให้ต้นทุเรียนชะงักการดูดน้ำ และ แร่ธาตุ

2. อาการที่โคนต้น และ กิ่งก้าน

นี่คืออาการที่ชาวสวนมักจะสังเกตเห็น และ เรียกว่า "โรครากเน่าโคนเน่า" หรือ "อาการน้ำเยิ้ม"

  • ระยะแรก: ผิวเปลือกของต้น หรือ กิ่งจะมีลักษณะเป็นรอยฉ่ำน้ำ เหมือนมีรอยเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา แม้ในวันแดดจัด
  • ระยะรุนแรง: มีของเหลว หรือ ยางไหลซึมออกมาจากรอยแผลยางนี้มักมีสีน้ำตาลแดง หรือ สีน้ำตาลดำ เมื่อใช้มีดถากเปลือกบริเวณนั้นออก จะพบว่าเนื้อเยื่อยุ้ย และ เนื้อไม้ภายในถูกทำลายกลายเป็นสีน้ำตาลเข้ม หรือ สีช็อกโกแลต แผลจะลุกลามขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนรอบต้น

3. อาการที่ใบ

เกิดขึ้นบ่อยในช่วงฤดูฝนที่มีลมพายุพัดแรง สปอร์ของเชื้อจะกระเซ็นขึ้นไปโดนใบอ่อน หรือ ใบแก่
ใบจะมีลักษณะเหมือนโดนน้ำร้อนลวก เป็นจุดฉ่ำน้ำสีน้ำตาลส้มช้ำๆ มักเริ่มจากปลายใบ หรือ ขอบใบ แล้วขยายวงอย่างรวดเร็วคลุมทั้งใบ ในที่สุดใบจะแห้ง ดำ และ ร่วงหล่นลงสู่พื้นดิน กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อต่อไป

4. อาการที่ผล

จะสร้างความเสียหายโดยตรงต่อผลผลิต และ รายได้ของเกษตรกร มักเกิดกับผลทุเรียนที่อยู่โคนกิ่งต่ำใกล้พื้นดิน หรือ ผลที่อยู่หนาแน่น โดยจะเกิดจุดแผลสีน้ำตาลเล็กๆ บนเปลือกทุเรียน จากนั้นแผลจะขยายใหญ่ขึ้นตามร่องหนาม หากมีความชื้นสูงจะเห็นเส้นใยสีขาวนวลของเชื้อขึ้นปกคลุม ผลทุเรียนจะเน่าลามเข้าไปถึงเนื้อในและเมล็ด ทำให้ผลร่วงหล่นก่อนกำหนด หรือ หากนำไปบ่มสุก แผลก็จะเน่าลามจนไม่สามารถขายได้

กลยุทธ์แบบบูรณาการในการต่อสู้กับไฟทอปธอรา

1. การใช้ชีววิธีควบคุม

การสร้าง "กองทัพทหารเสือ" ในดินเพื่อต่อสู้กับไฟทอปธอราเป็นวิธีที่ยั่งยืนที่สุด โดยสิ่งมีชีวิตที่เป็นมิตรที่นิยมใช้ ได้แก่

  • เชื้อราไตรโคเดอร์มา : นี่คือศัตรูธรรมชาติอันดับหนึ่งของไฟทอปธอรา ไตรโคเดอร์มาจะเข้าไปเจริญเติบโตแย่งอาหาร และ พันรัดทำลายเส้นใยของไฟทอปธอรา รวมถึงช่วยกระตุ้นให้ต้นทุเรียนสร้างภูมิคุ้มกัน ควรใส่ไตรโคเดอร์มาผสมกับปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกลงในดินอย่างสม่ำเสมอทุกๆ 2-3 เดือน
  • แบคทีเรียบาซิลลัส ซับทิลิส : นิยมใช้ฉีดพ่นทางใบ หรือ ลำต้นเพื่อยับยั้งการงอกของสปอร์ไฟทอปธอรา

2. การจัดการทางเคมีอย่างถูกวิธี และ ถูกประเภท

เมื่อเกิดการระบาดรุนแรง จำเป็นต้องใช้สารเคมีเข้าควบคุมอย่างรวดเร็ว โดยสารเคมีที่ใช้เฉพาะเจาะจงกับกลุ่ม Oomycetes มีดังนี้

สารเคมีสำหรับพ่นใบ/ราดดิน:

  • Metalaxyl (เมทาแลกซิล) หรือ Mefenoxam: สารดูดซึมประเภทเจาะจงสูง ช่วยยับยั้งการสร้างเส้นใยและ สปอร์ (ระวังการใช้ติดต่อกันนานๆ เพราะเชื้อดื้อยาง่ายมาก)
  • Dimethomorph (ไดเมโทมอร์ฟ): ช่วยทำลายกระบวนการสร้างผนังเซลล์ของไฟทอปธอรา
  • Fosetyl-aluminium (ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม): สารดูดซึมได้ทั้งท่อน้ำ และ ท่ออาหาร ช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของพืช

จะเห็นว่าเชื้อไฟทอปธอราเป็นสาเหตุสำคัญของโรครากเน่า โคนเน่า กิ่งแห้ง และ ผลเน่าในทุเรียน ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิต และ รายได้ของเกษตรกร โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนหรือ พื้นที่ที่มีความชื้นสูง การป้องกันที่มีประสิทธิภาพควรเริ่มจากการจัดการสภาพแวดล้อมภายในสวน เช่น การระบายน้ำที่ดี การลดความชื้นสะสม การเลือกต้นพันธุ์ที่แข็งแรง และ การตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดควรรีบจัดการทันทีด้วยวิธีที่เหมาะสม และ ใช้สารป้องกันกำจัดโรคตามคำแนะนำอย่างถูกต้อง ดังนั้นหากสนใจเคมีภัณฑ์ในการกำจัดเชื้อเหล่านี้เราขอแนะนำ บริษัท เคมแฟค จำกัด ซึ่งมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และ ยากำจัดวัชพืช อาทิ ยาป้องกัน หรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆในพืช เช่น ทุเรียนใบไหม้ โรคแคงเกอร์ อีกทั้งยังมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเพลี้ย ยาฆ่าหนอนกระทู้ข้าวโพด ยาคุมหญ้าในนาข้าว ยาฆ่าหญ้า และ ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว ที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 รายแรกของไทย จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เคมีของเราสามารถป้องกันกำจัดแมลง โรคพืช วัชพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน

ติดต่อสอบถาม
บริษัท เคมแฟค จำกัด
990 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 2
ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร. 02-709-2597-8 แฟกซ์: 02-709-6784

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้