ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ คืออะไร? ต่างจากแบบดูดซึมอย่างไร

ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้” คืออะไร? ต่างจากแบบดูดซึมอย่างไร

แนะนำวิธีเลือกใช้ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ และ แบบดูดซึมอย่างเหมาะสม

วัชพืชเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของเกษตรกร และ ผู้ดูแลพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นไร่นา สวนผลไม้ สนามหญ้า หรือ พื้นที่อุตสาหกรรม เพราะวัชพืชจะแย่งน้ำ แย่งอาหาร และ แสงแดดจากพืชหลัก ทำให้ผลผลิตลดลง การใช้ ยากำจัดวัชพืช จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยควบคุมปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปแล้ว ยากำจัดวัชพืชแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ แบบเผาไหม้ (Contact Herbicide) และ แบบดูดซึม (Systemic Herbicide) ซึ่งหลายๆคนอาจยังไม่เข้าใจความแตกต่างของทั้งสองแบบอย่างชัดเจน ดังนั้นบทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่า ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้คืออะไร และ แตกต่างจากแบบดูดซึมอย่างไร พร้อมแนวทางเลือกใช้ให้เหมาะกับงาน

 

ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ (Contact Herbicides) คืออะไร?

ยากำจัดวัชพืชแบบเผาไหม้ หรือ สารกำจัดวัชพืชประเภทสัมผัส คือสารเคมีที่ออกฤทธิ์ทำลายเฉพาะ "ส่วนของพืชที่สัมผัสกับยาโดยตรง" เท่านั้น โดยสารจะเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อของพืช หรือ ขัดขวางกระบวนการสังเคราะห์แสงในระดับเซลล์อย่างรวดเร็ว

  • กลไกการทำงาน: เมื่อพ่นสารลงไปบนใบ หรือ ลำต้นสีเขียว สารจะเข้าทำลายผนังเซลล์ หรือ คลอโรฟิลล์ ทำให้พืชสูญเสียความสามารถในการกักเก็บน้ำ และ ปรุงอาหาร ส่งผลให้ส่วนที่โดนยาเกิดอาการไหม้ เกรียม และ แห้งตายไปในเวลาอันสั้น (มักเห็นผลภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1-2 วัน)

  • สารที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่
    1. พาราควอต (Paraquat): ปัจจุบันมีการจำกัดการใช้หรือยกเลิกการใช้ในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากเป็นสารที่มีความเป็นพิษสูง โดยมีคุณสมบัติออกฤทธิ์รวดเร็ว สามารถเห็นอาการไหม้ของวัชพืชได้ภายในระยะเวลาอันสั้นหลังการพ่น
    2. กลูโฟซิเนต-แอมโมเนียม (Glufosinate-ammonium): เป็นสารกำจัดวัชพืชชนิดกึ่งสัมผัสกึ่งดูดซึม สามารถซึมผ่านเข้าสู่ใบพืชได้บางส่วน มีความปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าพาราควอต โดยยังคงมีประสิทธิภาพในการควบคุมวัชพืชได้ดี

 

ยากำจัดวัชพืชแบบดูดซึม (Systemic Herbicides) คืออะไร?

ยากำจัดวัชพืชแบบดูดซึม คือสารเคมีที่เมื่อสัมผัสกับส่วนใดส่วนหนึ่งของพืช (ใบ ลำต้น หรือราก) พืชจะทำการ "ดูดซึม" สารนั้นเข้าสู่ระบบท่อลำเลียงน้ำ และ อาหาร (Xylem และ Phloem) แล้วกระจายตัวไปทั่วทุกส่วนของพืช รวมถึงราก และ เหง้าที่อยู่ใต้ดิน

  • กลไกการทำงาน:
    สารจะเข้าไปขัดขวางกระบวนการเติบโต การแบ่งเซลล์ หรือ การสร้างโปรตีนที่จำเป็นของพืช ทำให้พืชค่อยๆ เหลือง และ ตายไปทั้งต้น "ตายยันราก" แม้กระบวนการนี้จะใช้เวลานานกว่าแบบเผาไหม้ (ประมาณ 7-14 วัน) แต่ให้ผลลัพธ์ที่ถาวรกว่า

  • สารที่เป็นที่รู้จัก ได้แก่
    1. ไกลโฟเซต (Glyphosate): สารกำจัดวัชพืชที่ใช้กันมากที่สุดในโลก ออกฤทธิ์ทำลายพืชได้เกือบทุกชนิด
    2. 4-D: เน้นกำจัดวัชพืชใบกว้างโดยไม่ทำลายพืชใบแคบ (เช่น หญ้า)

 

ควรเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชแบบใดให้เหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์?

ควรเลือกใช้สารกำจัดวัชพืช แบบเผาไหม้ ในกรณีต่อไปนี้

  1. เมื่อต้องการเห็นผลอย่างรวดเร็ว
    เหมาะสำหรับกรณีที่ต้องการเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมดินหรือเตรียมแปลงปลูกอย่างเร่งด่วน
  2. เมื่อต้องการกำจัดวัชพืชอายุสั้นหรือวัชพืชฤดูเดียว
    เช่น หญ้าต้นเล็กหรือวัชพืชที่ยังไม่มีระบบรากซับซ้อน ซึ่งสามารถควบคุมได้ง่ายด้วยสารชนิดออกฤทธิ์สัมผัส
  3. เมื่อต้องฉีดพ่นระหว่างแถวปลูก
    เนื่องจากสารประเภทนี้ไม่ถูกดูดซึมลงสู่ระบบราก จึงเหมาะสำหรับการพ่นเฉพาะบริเวณวัชพืช อย่างไรก็ตาม ควรระมัดระวังไม่ให้ละอองสารสัมผัสกับใบของพืชหลักโดยตรง เพื่อป้องกันความเสียหายต่อพืชปลูก

ควรเลือกใช้สารกำจัดวัชพืช แบบดูดซึม ในกรณีต่อไปนี้

  1. เมื่อต้องการกำจัดวัชพืชอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
    โดยเฉพาะวัชพืชข้ามปีที่มีระบบรากหรือเหง้าลึก เช่น หญ้าคา หรือหญ้าชันอากาศ ซึ่งจำเป็นต้องให้สารเคลื่อนที่เข้าสู่ระบบภายในต้นเพื่อทำลายถึงราก
  2. เมื่อต้องจัดการกับวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่น
    สารชนิดดูดซึมจะช่วยกระจายตัวภายในต้นวัชพืช ทำให้สามารถควบคุมส่วนที่หัวพ่นอาจพ่นได้ไม่ทั่วถึง
  3. เมื่อต้องการผลลัพธ์ที่สมบูรณ์มากกว่าความรวดเร็ว
    แม้จะไม่เห็นผลทันทีภายในวันเดียว แต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการให้วัชพืชแห้งตายอย่างทั่วถึงและลดโอกาสการงอกซ้ำในระยะยาว

 

ข้อควรระวัง และ เทคนิคการใช้ให้มีประสิทธิภาพ

  1. ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรพ่นในช่วงเช้าที่แดดจัด และ ไม่มีลม เพื่อให้พืชมีการสังเคราะห์แสง และ ดูดซึมยาได้ดีที่สุด รวมถึงป้องกันละอองยาปลิวไปโดนพืชข้างเคียง
  2. ความชื้นในดิน: สำหรับยาแบบดูดซึม หากดินมีความชื้นพอเหมาะ พืชจะเจริญเติบโตดี และ ดูดซึมยาได้ดีกว่าดินที่แห้งแล้งจัด
  3. การสวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน: สารเคมีทั้งสองประเภทมีความเป็นพิษต่อมนุษย์ และ สัตว์เลี้ยง ควรต้องสวมหน้ากาก ถุงมือ และ ชุดมิดชิดเสมอ
  4. การผสมสารจับใบ: การเติมสารจับใบจะช่วยให้ละอองยาเกาะติดใบวัชพืชได้นานขึ้น ลดการสูญเสียและ เพิ่มประสิทธิภาพการออกฤทธิ์

 

จะเห็นว่ายากำจัดวัชพืชทั้งสองประเภทมีข้อดีที่แตกต่างกัน แบบเผาไหม้ คือทางลัดสู่ความสะอาดตาที่รวดเร็ว ในขณะที่ แบบดูดซึม คือการแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างยั่งยืน การทำความเข้าใจธรรมชาติของวัชพืชในพื้นที่ของคุณ จะช่วยให้คุณประหยัดทั้งเงิน และ เวลาในการจัดการสวนได้อย่างมืออาชีพ

ดังนั้นหากสนใจยากำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพ เราขอแนะนำ บริษัท เคมแฟค จำกัด ซึ่งมีการนำเข้าผลิตภัณฑ์เคมีเกษตร และ ยากำจัดวัชพืช อาทิ ยาป้องกัน หรือ กำจัดเชื้อโรคต่างๆในพืช เช่น ทุเรียนใบไหม้ โรคแคงเกอร์ อีกทั้งยังมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเพลี้ย ยาฆ่าหนอนกระทู้ข้าวโพด ยาคุมหญ้าในนาข้าว ยาฆ่าหญ้า และ ยาฆ่าหญ้าในนาข้าว ที่มีคุณภาพที่ผ่านมาตรฐาน ISO 9001 และ ISO/IEC 17025 รายแรกของไทย จึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์เคมีของเราสามารถป้องกันกำจัดแมลง โรคพืช วัชพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างแน่นอน


ติดต่อสอบถาม
บริษัท เคมแฟค จำกัด
990 นิคมอุตสาหกรรมบางปู หมู่ 2
ต.บางปูใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ 10280
โทร. 02-709-2597-8 แฟกซ์: 02-709-6784

Powered by MakeWebEasy.com
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว  และ  นโยบายคุกกี้